Translate

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

เปลี่ยน "การเดา" เป็น "การดู": มาลองใช้เครื่องวัดน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) กันดูครับ

ก่อนหน้านี้ผมได้ไปเจอเพื่อนที่เป็นเบาหวาน แล้วเขาติดเครื่อง CGM อยู่ ก็พอได้คุยกันสนุกๆ
CGM (Continuous Glucose Monitor) หรือเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง 
ผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ เลยสนใจอยากลองกับตัวเองดูบ้าง

ไม่รอช้า ผมลองค้นหาในร้านค้า Online 
มีหลากหลายยี่ห้อให้เลือก ณ ตอนนี้เยอะพอสมควร
สุดท้ายผมเลือกใช้คือ Ottai M8 ครับ จากราคาและคิดว่าผมไม่ได้กะจะใช้ต่อเนื่องหลายชุด
เครื่องที่มีในตอนนี้ ส่วนใหญ่จะวัดต่อเนื่องได้ 14-15 วัน แล้วต้องเปลี่ยนใหม่
ราคาตอนผมซื้อ สั่ง Online ได้มาไม่ถึงพันบาทครับ

หลายคนสงสัยว่าถ้าไม่ได้เจาะเลือด แล้วเครื่องรู้ระดับน้ำตาลเราได้ยังไง? นี่คือคำตอบครับ:

วัดจาก "น้ำตาลในเนื้อเยื่อ" (Interstitial Fluid):
ตัวเซนเซอร์จะมีเข็มขนาดเล็กจิ๋วและนิ่ม (Micro-needle) สอดอยู่ใต้ผิวหนัง เพื่อวัดระดับน้ำตาลจากของเหลวที่อยู่ระหว่างเซลล์ ไม่ใช่การเจาะเข้าเส้นเลือดโดยตรง ดังนั้นตอนติดเครื่องจึงแทบไม่รู้สึกเจ็บเลยครับ และหลังติดแล้ว ตัวเข็มนั้นก็ไม่ใช่เหล็กแข็ง มันอ่อนตัวแทกอยู่ใต้ผิวหนัก เราขยับ ก็ไม่รู้สึกใดๆครับ

ความแม่นยำ (Accuracy):
เครื่อง CGM รุ่นใหม่ๆ มีความแม่นยำโดยมีค่า MARD น้อยกว่า 10% (ยิ่งค่านี้น้อย ยิ่งแม่นยำใกล้เคียงกับแล็บ) ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เชื่อถือได้สำหรับการติดตามเทรนด์น้ำตาลตลอดวันครับ

อาการ "ดีเลย์" (Lag Time):
ต้องเข้าใจก่อนว่า น้ำตาลจะเข้าสู่ "กระแสเลือด" ก่อน แล้วค่อยซึมเข้าสู่ "เนื้อเยื่อ" ดังนั้นค่าที่อ่านได้จาก CGM จะ ช้ากว่าการเจาะปลายนิ้วประมาณ 5-15 นาที
ช่วงน้ำตาลนิ่ง: ค่าจะใกล้เคียงกับการเจาะปลายนิ้วมาก
ช่วงน้ำตาลสวิง (หลังกินข้าว/ออกกำลังกาย):

ขนาดเล็ก กระทัดรัด ติดง่ายมาก แล้วไม่เจ็บใดๆเลยด้วย 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทดลองใช้จริง: 
จากที่ผมลองดู App ของ Ottai ผมพบสิ่งที่น่าตกใจหลายอย่างครับ บางเมนูที่เราคิดว่าสุขภาพดี กลับทำให้น้ำตาลพุ่ง (Spike) สูงมาก หรือบางอย่างที่คิดว่ากินไม่ได้ กลับส่งผลน้อยกว่าที่คิด

 

จะเห็นได้ว่าหลังมื้อเที่ยง กราฟพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน! 


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับทุกคน? 
สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน: ช่วยให้คุมระดับน้ำตาลได้แม่นยำ ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน 
สำหรับคนทั่วไป (หรือกลุ่มเสี่ยง): หลายคนอาจมีภาวะดื้ออินซูลินโดยไม่รู้ตัว การเห็นกราฟแบบนี้ช่วยให้เราปรับพฤติกรรมการกินได้ทันก่อนที่จะสายเกินไป 

การลงทุนกับข้อมูล (Data) ของร่างกายตัวเองแบบนี้ ผมมองว่าคุ้มค่ามากครับ ใครที่สนใจลองหามาใช้ดูนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น